วิธีการทำงานที่มีโอกาสประสบความสำเร็จมากที่สุด

แชร์เนื้อหานี้

อุปสรรคของฟรีแลนซ์ หรือ คนทำงานทั่วๆ ไป ก็มีบางอย่างที่คล้ายๆ กันคือ การทำงานให้เสร็จตามเป้าหมาย ตามจุดประสงค์ และทำเสร็จได้ทันตามกำหนดเวลาหรือดีไปกว่านั้นคือทำได้เสร็จเร็วกว่ากำหนด และดีกว่าที่ตั้งเป้าหมายไว้

การที่จะทำงานได้ประสบความสำเร็จ ก็ต้องศึกษา ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการทำงานให้ครบถ้วนครับ

  1. ทัศนคติภายในเกี่ยวกับงานที่ทำ .. ทำนองเดียวกันกับเราจะมีความสุขก็ต่อเมื่อเราได้ทำงานกับคนที่เราชอบนั่นเองครับ งานก็จะเต็มไปด้วยความสุข .. และคุณก็จะมีความสุขถ้าคุณชอบงานที่คุณทำนั่นเองครับ … ก่อนที่คุณจะเริ่มทำงาน อย่าคิดว่าคุณต้องทำงานเพราะคุณไม่มีทางเลือกเลยต้องทำ .. คุณมีทางเลือกที่จะมองด้านดีของงานที่คุณทำ .. เช่นงานที่คุณทำเป็นงานที่สำคัญ เป็นงานที่มีประโยชน์ต่อสังคม หรือ เป็นงานที่ทำให้เกิดประโยชน์แก่คุณเองและเพื่อนร่วมงานและคนในบริษัท ซึ่งการมองเห็นความดีความสำคัญของงาน จะทำให้คุณรู้สึกว่าคุณสามารถภาคภูมิใจในการที่คุณได้รับมอบหมายงานสำคัญให้ทำ
  2. ทัศนคติเกี่ยวกับความลำบากและความกดดัน .. คนที่ไม่กลัวความลำบากและไม่กลัวความกดดันเลยมักจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพจากความเครียด ส่วนคนที่กลัวความลำบากและความกดดัน ก็จะมีปัญหาเรื่องการพลัดวันประกันพรุ่ง … เราจำเป็นเลือกทางสายกลาง อย่ากลัวความลำบากถ้ามันเป็นความลำบากเพียงระยะสั้น ความลำบากหรือความกดดันระยะสั้นไม่ได้อันตราย ต่างจากความลำบากระยะยาวอาจจะทำให้คุณมีปัญหาด้านสุขภาพขึ้นมาได้ อย่างไรก็ตามมีเคล็ดลับอยู่อย่างหนึ่งคือ ถ้าคุณมองเห็นว่ามันคือความลำบากระยะสั้น คุณจะมีความกดดันลง แต่ถ้าคุณคิดว่ามันยาวนานคุณจะรู้สึกกดดันมากขึ้น
  3. ทัศนคติเกี่ยวกับงานที่ทำอีกอย่างหนึ่ง .. ผมเชื่อว่าทุกคนชอบงานง่าย ไม่ได้ชอบงานยาก .. อย่างไรในชีวิตการทำงานมันก็จะมีทั้งยากและง่ายและเราก็ต้องทำมันทั้งหมด ….. ทัศนคติที่ดีอย่างหนึ่งที่คุณควรจะใช้กับการทำงานก็คือ “งานที่คุณกำลังจะทำมันง่าย” และ “ถ้ามันยากก็ทำให้มันง่ายได้” …. งานไม่ได้ยากขึ้นหรือง่ายลงเพราะคำพูดของคุณ … แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณพูดว่างานยาก คุณจะรู้สึกว่างานมันจะกลายเป็นผักขมเหนียวเคี้ยวยากไปในพริบตา … นั่นแหละครับถ้าคุณพูดว่ามันง่ายเมื่อไหร่ คุณก็จะเปิดกว้างให้กับตัวเองที่จะจัดการมันได้อย่างง่ายดาย … และเมื่อคุณจะเจองานเคี้ยวยากจริงๆ ขึ้นมาเมื่อไหร่ คุณก็จะไม่ต้องกลัวว่าคุณจะทำงานไม่ได้ เพราะคุณปรับงานยากให้เป็นงานง่ายขึ้นได้
  4. แตกงานย่อย .. คนเราไม่สามารถทำงานใหญ่ให้สำเร็จได้ในเวลาสั้นๆ แต่งานใหญ่ความจริงก็คืองานย่อยๆ มาประกอบเข้าด้วยกัน .. ถ้าเราแตกงานใหญ่ออกมาในปริมาณที่เหมาะสม .. เราก็จะได้งานเล็กและง่ายซึ่งสามารถทำงานดังกล่าวให้เสร็จได้ในระยะเวลาสั้นๆ … ถ้าคุณเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการแตกงาน คุณสามารถจะมองออกว่าทั้งระบบมีขั้นตอนที่จะต้องทำกี่ขั้นตอน ขณะทำงานคุณก็จะรู้ว่าคุณกำลังทำขั้นตอนไหนไปแล้วบ้าง และยังมีอีกกี่ขั้นตอนที่คุณต้องทำ ประโยชน์ก็คือ คุณจะสามารถประเมินระยะเวลาในการทำงานได้ และโอกาสที่งานจะเสร็จตามกำหนดเวลาก็จะสูงมากขึ้น
  5. เชื่อมั่นในตนเอง ความเชื่อมั่นในตนเองสามารถสร้างขึ้นเองได้ … ถ้าตอนนี้คุณคิดว่าคุณมีความสามารถน้อย ให้รู้ไว้ว่านั่นเป็นความคิดที่ผิดครับ ความจริงก็คือคุณเพียงแค่กำลังคิดว่าคุณมีความสามารถน้อยเท่านั้น คุณทำให้ตัวเองเล็กลงเมื่อคุณบอกว่าตัวเองไม่เก่งเรื่องอะไร ถ้าคุณอยากจะลองสัมผัสกับความสามารถที่แท้จริงของคุณ ให้เริ่มด้วยการไม่สร้างเพดาน ไม่ขีดระดับความสามารถของตนเองไว้เตี้ยๆ ในที่สุดคุณก็จะเชื่อมั่นไปถึงระดับสูงสุดที่คุณจะเชื่อว่า หากคนอื่นทำได้ คุณก็ทำได้ เช่นกัน
  6. ตารางเวลาที่แน่นอน และตารางเวลาสำรองเมื่อทำไม่ทัน … ถ้าคุณไม่กำหนดตารางเวลา และทำงานก็เมื่อคุณอยากจะทำ งานก็จะไม่เดิน … มีวิธีทำงานอยู่สองอย่าง อย่างแรกทำเมื่อตัวเองอยากทำ หรือรู้สึกว่าอยากทำ … อย่างที่สอง คือ ทำงานเพราะได้กำหนดเวลาไว้แล้ว่าต้องทำ … ถึงแม้ว่าการเริ่มทำงานในเวลาที่จิตใจไม่พร้อมอาจจะทำให้งานดำเนินไปอย่างช้าๆ หรือมีประสิทธิภาพน้อยบ้างก็ไม่เป็นไร ค่อยๆ ปรับสภาพจิตใจให้พร้อมทำงานจะเป็นการดีกว่าปล่อยเวลาให้ผ่านไปเรื่อยๆ …. คำตอบว่าคุณจะเลือกให้พร้อมก่อนค่อยทำงานหรือทำงานก่อนแล้วค่อยปรับตัวเองให้พร้อมมากขึ้น … ผมขอตอบว่าสิ่งคุณควรจะเลือกก็คือการเริ่มทำงานก่อนแล้วค่อยๆ ปรับตัวให้พร้อมมากขึ้นครับ …. ถ้าคุณมีการเลือกการทำงานแบบเริ่มต้นเพราะอยากทำบางครั้งก็ไม่เป็นไรครับ เพราะคนเราไม่ใช่เครื่องจักรมีไม่สบายใจมีป่วยบ้างเป็นธรรมดา …. แต่ถ้าคุณเริ่มรู้สึกว่าคุณมักจะเริ่มทำงานก็ต่อเมื่อรู้สึกอยากทำบ่อยเกินไป คุณต้องลองฝึกฝนทำงานก่อนแล้วค่อยๆ ปรับจิตใจให้พร้อมขึ้นเรื่อยๆ เพื่อคุณจะได้ประสบความสำเร็จในการทำงานตามที่คุณได้ตั้งเป้าหมายไว้ครับ
  7. การมองเห็นถึงเป้าหมายของคุณคือสิ่งสำคัญที่สุด ที่จะทำให้คุณมีแรงจูงใจในการทำงาน ถ้าเป้าหมายของคุณเป็นหนึ่งเดียวกับงานจะไม่มีบทความนี้เกิดขึ้นครับ ถ้าคุณมองเห็นเป้าหมายคุณจะมีแรงกระตุ้นในการทำงานเกิดขึ้น สำหรับเป้าหมายของคุณจะเป็นอะไรก็ได้ครับ ไม่ว่าจะเป็นเงินที่จะนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จในการเอาชนะการทำงานยากๆ ในการพิสูจน์ตนเอง บางคนมีความสุขในการช่วยเหลือผู้อื่น ใช้ความสามารถอันสุดพิเศษของเขาเพื่อบริการผู้อื่น นักสุขวิทยาได้กล่าวไว้แล้วครับว่าความสุขไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อเราเป็นผู้รับเท่านั้น เมื่อเราเป็นฝ่ายผู้รับเราจะต้องรอให้มีคนส่งให้ซึ่งอาจจะเป็นความกังวลก็ได้ครับ แต่ความสุขที่เกิดจากการให้ ไม่ว่าจะเป็นการให้รอยยิ้ม ให้ความช่วยเหลือ ให้บริการที่ดี คำพูดดีๆ ต่อกัน เป็นความสุขที่เกิดขึ้นได้ง่ายกว่าการได้รับและเราสามารถสร้างสุขนี้ให้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาอีกด้วยครับ
  8. เพิ่มมุมมองด้านการแก้ปัญหาใหม่ๆ ถ้าคุณมีแนวโน้มที่จะคิดวิธีแก้ปัญหาที่สมบูรณ์แบบ คุณจะพบว่าบางครั้งวิธีการแก้ปัญหาที่สมบูรณ์แบบก็ทำได้ยากเกินไป ใช้เวลานาน คุณอาจจะต้องพัฒนาความคิดของตนเองให้เรียบง่ายขึ้น วิธีที่สมบูรณ์แบบไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดเสมอไป คุณอาจจะมีทางเลือกที่ง่ายและทำเสร็จได้เร็วอีกทางหนึ่ง ในบางโอกาสจะเป็นการดีกว่าที่จะทำงานให้เสร็จเร็วก่อน และค่อยมาปรับปรุงเมื่อคุณมีเวลาว่างในภายหลัง
  9. เริ่มต้นทำงานโดยอย่าเพิ่งคิดกังวลอะไรไปก่อนครับ ถ้าคุณเริ่มต้นทำงานแล้วทำทั้งวันแล้วงานจะต้องเดินอย่างแน่นอน และไม่เสียเปล่าแน่อน การที่คุณมองเห็นปัญหาจำนวนมากไม่ได้แปลว่าคุณจะทำไม่ได้ทำแล้วเกิดปัญหาเพิ่มหรือทำแล้วอาจจะเสียเปล่า … ปลดปล่อยความกังวลทั้งหมดและลงมือทำให้ดีที่สุดครับ การลงมือทำโดยไม่มีความกังวลเป็นวิธีเริ่มต้นทำงานที่ดีที่สุด … ประสบการณ์ที่คุณได้เจอปัญหาจำนวนมากจะช่วยให้คุณรู้วิธีแก้ปัญหาต่างๆ ได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี … บทสรุปสุดท้ายก็คือ คุณทำได้ถ้าคุณคิดว่าคุณทำได้ ครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *